น้ำหน้าฝน น้ำท่วมขัง ดินชื้นแฉะ กับวิธีแก้ปัญหารากเน่าโคนเน่า

 

 
  • โรคที่พบมากในช่วงหน้าฝนนี้ก็คือ โรครากเน่าโคนเน่าในผักหวานบ้าน สาเหตุหลักๆ มาจากเชื้อราฟัยท็อปธอร่า (Phytophthora) ซึ่งเมื่อความชื้นทั้งในอากาศและพื้นดินก็ทำให้การเจริญเติบโตของเชื้อราเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และถ้าความชื้นในดินมีมากจนเกินไป จนส่งผลให้รากพืชอาจจะขาดออกซิเจนได้ และการระบายถ่ายเทน้ำไม่ดีพอทำให้สภาพลำต้นของพืชโดยรวมอ่อนแอ เชื้อโรคฉวยโอกาสก็เข้าทำลายได้ง่าย
    วิธีการแก้ไขควรดูแลมิให้มีน้ำทั่วขังบริเวณโคนต้น ถ้าดินแน่นแข็งการระบายถ่ายเทน้ำไม่ดีควรใช้ สารละลายดินดาน ALS 29 ทำการราดรด ใช้เศษไม้ ใบหญ้า หรือฟางข้าวคลุกโคนต้นหรือแปลงผัก เพื่อลดแรงกระแทกของเม็ดฝนที่ตกลงมาอย่างแรงปะทะกับเม็ดดินกระเด็นไปกระทบกับพืชผักทำให้เกิดบาดแผล ฟก ช้ำ และจะนำมาซึ่งการเข้าทำลายของเชื้อราฉวยโอกาสทั้งหลายได้ในอนาคต ส่วนในเรื่องของการปราบเชื้อราหรือเชื้อโรคทางดินก็ต้องยกให้จุลินทรีย์ไตรโคเดอร์ม่าเพราะตัวนี้ถือว่าเป็นตัวที่ปราบเชื้อรา ฟัยท็อปธอร่า ได้ดีที่สุดในเวลา วิธีการใช้ ให้ใช้ ไตรโคเดอร์ม่า 1 กิโลกรัม คลุกผสมกับปุ๋ยหมักปุ๋ยคอก 50 กิโลกรัม พรมน้ำพอชื้น หมักทิ้งไว้ 3 คืน แล้วนำมาหว่านรอบทรงพุ่มหรือบนแปลงผักหวานบ้านจะช่วยป้องกันและกำจัดโรครากเน่าโคนเน่าได้นะค่ะ

 

โรคใบหดในผักหวานบ้าน
  • โรคใบหด เป็นโรคที่พบระบาดในทุกพื้นที่บางแห่งส่วนมากจะเป็นแถบภาคเหนือ แต่ก็พบได้ในหลายๆที่ของประเทศไทย ควรระมัดระวังไม่ให้ทำความเสียหาย พบว่าระบาดได้มากในช่วงฤดูหนาว  ฤดูแล้ง แต่ในฤดูฝนแล้วจะพบโรคนี้น้อยมาก สาเหตุของโรคใบหด เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า Tobacco Leaf Curl Virus(TLCV) และมีแมลงหวี่ขาว เป็นพาหะนำเชื้อโรคเข้าสู่ต้นผักหวานบ้านได้นั่นเอง โดยเชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถ ทวีจำนวนในตัวของแมลงหวี่ขาว เมื่อแมลงไปดูดกินน้ำเลี้ยงต้นผักหวานบ้าน  เชื้อไวรัสก็จะถูกปล่อยออกมา กรณีที่ต้นผักหวานบ้านค่อนข้างอ่อนแอ ก็จะเสียหายมากอาการจะแตกต่างกันไปตามพันธุ์และสภาพดินฟ้าอากาศ โรคใบหดอาจเกิดขึ้นได้ทุกระยะของการเจริญเติบโต ตั้งแต่ต้นกล้า
    ในแปลงเพาะ จนกระทั่งต้นผักหวานบ้าน ที่ปลูกในไร่ ในระยะกล้ามักพบเมื่อ อายุ 2 - 3 สัปดาห์ ซึ่งจะทำให้เสียหายมาก เพราะกล้าจะแคระ แกร็นไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้ ถ้าเป็นกับต้นที่โตแล้วอาการจะ ปรากฏเฉพาะใบอ่อนเท่านั้น ความเสียหายจึงไม่มากนักตามปกติ โรคนี้จะแสดงอาการประมาณ 12 - 36 วัน หลังจากที่ได้รับเชื้อ แต่จะขึ้นอยู่กับพันธุ์ และสภาพแวดล้อมเป็นเกณฑ์ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โดยแมลงหวี่ขาวพบว่า มีทั้งชนิด Bemisia tabaci หรือ B.gossypiperda ที่สามารถถ่ายทอด โรคได้ โดยที่แมลงหวี่ขาวเหล่านี้ มักได้รับเชื้อจากต้นสาบเสือ ซึ่งเป็น วัชพืชที่ขึ้นอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเหนือที่ ทำให้ยากต่อการป้องกัน กำจัดให้โรคใบหดหมดสิ้นไปได้ แนวทางการป้องกันกำจัด โดยทั่วไปที่สามารถควบคุมไม่ให้โรคใบหด กระทำได้ดังนี้
  • 1.ทำลายแมลงหวี่ขาวที่เป็นพาหะ เริ่มตั้งแต่แปลงเพาะกล้า ควรใช้สารเคมีพวกคาร์บาเมท เช่น ฟูราดาน หรือคูราแทร์ ในอัตรา 250 กรัม หว่านให้ทั่วแปลงเพาะ แล้วจึงปลูกผักหวานบ้าน ส่วนในไร่ใช้รองก้นหลุมในอัตรา 3 กรัมต่อหลุม ก่อนปลูกต้นผักหวานบ้าน และควรใช้สารฆ่าแมลงประเภทดูดซึม ที่มีประสิทธิภาพสูง โดยฉีดพ่นสลับกันอย่างน้อย 2 ชนิด ได้แก่ ออธีนและอะโซดริน ในอัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นเป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อป้องกันการดื้อยาชนิดใดชนิดหนึ่งของแมลงหวี่ขาว
    2. ทำลายวัชพืชหรือพืชอาศัยอื่นในบริเวณแปลงผักหวานบ้านให้หมดไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พืชในตระกูลเดียวกันกับยาสูบ ที่อาจปลูกในแปลงข้างเคียง เป็นต้นว่า พริก มะเขือเทศ มันฝรั่ง เนื่องจากการปลูกพืชเหล่านี้ผสมผสานกันในพื้นที่เดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน จะส่งผลให้เป็นแหล่งสะสม เชื้อไวรัส ทำให้ยากต่อการป้องกันกำจัดให้หมดไป
    3. ปลูกผักหวานบ้านในช่วงที่มีการระบาดของแมลงหวี่ขาวต่ำที่สุด ซึ่งอาจเลือกปลูกในช่วงที่มีความชื้นสัมพัทธ์ ในอากาศสูง เนื่องจากแมลงหวี่ขาวไม่ชอบความชื้น เลือกปลูกผักหวานบ้านในพื้นที่เดียวกันที่เป็นบริเวณกว้าง จะสามารถเจือจางจำนวนประชากรของแมลงได้ ตลอดจนการเลือกช่วงปลูกผักหวานบ้าน แต่ละแปลงไม่ให้เว้นช่วงห่างกันเกินไป หรือให้ไล่เลี่ยกับพื้นที่ปลูกผักหวานบ้านข้างเคียง โดยวิธีการต่างๆ เหล่านี้ จะช่วยลดประชากรของแมลงหวี่ขาว ไม่ให้อยู่ในระดับที่จะทำให้เกิดความสูญเสียได้                                                                                                                                                                                                                                                                                                          
    4. ดูแลต้นกล้าในแปลงเพาะกล้าผักหวานบ้านให้ปลอดจากโรค เพื่อป้องกันการติดเชื้อตั้งแต่ระยะกล้า หากพบต้นกล้าที่เป็นโรคควรถอนทิ้งทันที จากแนวทางการป้องกัน และกำจัดโรคใบหดทั้งหมดที่ได้กล่าวมา

 
การป้องกันกำจัด :ในสภาพธรรมชาติมีแมลงด้วยกันหนอนเจาะลำต้นผักหวานบ้าน
  • การสังเกต : บริเวณโคนต้นของผักหวานบ้าน จะมีเศษแกนกลางของแกนผักหวานบ้าน มีลักษณะเป็นกอง ก้อนเล็กๆสีน้ำตาลอ่อนกองอยู่ ให้เกษตรกรรู้ได้ทันทีว่ามีหนอนเจาะลำต้นอยู่ภายในแน่นอน บางครั้งอาจสังเกตที่ต้นผักหวานบ้านไม่ได้ เพราะเนื้อเยื่อเซลยังไม่เสียหายต้นและผักหวานบ้านยังคงดูเขียวสดอยู่
  • สาเหตุ :เกิดจากแมลงจำพวกผีเสื้อกลางคืน แม่ผีเสื้อวางไข่เป็นกลุ่มซ้อนกันคล้ายเกล็ดปลาสีขาวนวล บริเวณโคนหรือโคนกิ่งใบของผักหวานบ้าน ที่มีอายุประมาณ 1 เดือนขึ้นไป  ไข่จะฟักเป็นตัวภายใน 3-4 วัน หนอนขนาดโตเต็มที่ยาวประมาณ 20 มิลลิเมตร จะเข้าดักแด้ภายในลำต้น ระยะของการเป็นตัวหนอน 15-21 วัน ดักแด้เป็นสีน้ำตาลอ่อน และสีจะเข้มขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นสีน้ำตาลไหม้        
  • แมลงที่คอยทำลายหนอนเจาะลำต้นให้มีปริมาณลดลง แมลงที่มีประโยชน์เหล่านี้ได้แก่ แตนเบียนในวงศ์ไทรโครแกรมมา แมลงหางหนีบ แมลงช้าง เป็นต้น หนอนเจาะลำต้นถ้าไม่ระบาดรุนแรงจริง ๆ แล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้สารฆ่าแมลงในการป้องกันกำจัด เนื่องจากผักหวานบ้านนิยมใช้เป็นผักปลอดสารพิษ ดังนั้นควร ใช้มีดที่เล็ก คม เจาะลำต้นดูว่าตัวหนอนเจาะขึ้นด้านบนหรือด้านล่างถ้าเจาะขึ้นด้านบน ให้ใช้มีดกรีดลำต้นไล่ขึ้นไปและเอาตัวหนอนออกมา ถ้าเจาะลงด้านล่างจนถึงโคนรากต้องถอนทิ้ง ปกติถ้าเกษตรกรเดินตรวจสวนบ่อยๆปัญหานี้แก้ได้ไม่ยาก ตัดในส่วนที่ถูกเจาะออกทิ้ง ผักหวานบ้านก็จะแตกยอดใหม่ได้อีก

     
 

 
การตัดแต่งทรงพุ่มผักหวานบ้าน

 

  • ตัดแต่งทรงพุ่มเพื่อให้บริเวณโคนต้นของผักหวานบ้านโดนแสงแดดกระตุ้นการแตกกิ่งเพิ่มและยอดก็พุ่งเร็วขึ้นกว่าปกติ