1เดือนเก็บผักหวานบ้านได้กี่ครั้ง ?
  • สามารถที่จะเก็บได้ทุกวัน หรือ3,5,7 ครั้งต่อเดือน ในพื้นที่ 1 ไร่ให้ผลผลิต สูงสุด 300 กิโลกรัม ดังนั้นเกษตรกรสามารถที่จะทยอยเก็บเป็นรอบได้ตามจำนวนที่ต้องการส่ง
     
 

 
รอบ1ปีผักหวานบ้านให้ผลผลิตมากในเดือนใด?
  • ตามลำดับดังนี้ค่ะ เดือน สิงหาคม เมษายน มิถุนายน และตุลาคมจะให้ผลผลิตสูงสุด และในเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม มกราคม และกุมภาพันธ์จะให้ผลผลิตต่ำที่สุดค่ะ

 

 

 

ปุ๋ยกับผักหวานบ้าน
  • ผักหวานเป็นพืชที่ค่อนข้างต้องการปุ๋ยสม่ำเสมอจึงจะทำให้ยอดของผักหวานบ้าน มีขนาดใหญ่ น้ำหนักดี และสามารถแตกยอดได้หลายยอดในหนึ่งกิ่ง เมื่อต้นได้รับปุ๋ยในปริมาณที่ต้องการลำต้นและใบก็จะแข็งแรงสามารถต้านทานโรคและแมลงได้ดีในระดับหนึ่ง ดังนั้นเกษตรไม่ควรล่ะเลยการให้ความสำคัญกับเรื่องปุ๋ยของผักหวาน
  • ปุ๋ยหมัก พด.  : เริ่มต้นด้วยการรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมัก พด.ในอัตรา 0.5-1 กิโลกรัมต่อหลุม เพื่อให้รากของผักหวานกินปุ๋ยและยึดกับก้นหลุมทำให้ลำต้นไม่โยกคลอน หลังจากนั้นใช้ปุ๋ยหมักหว่านลงแปลงปลูกที่เตรียมไว้แล้ว โดยใช้ในอัตรา 1.5 – 2 ตัน ต่อไร่ จำนวน 4เดือน/ครั้ง เพื่อให้รากของผักหวานบ้านแผ่ออกมากินปุ๋ยที่อยู่ในบริเวณหน้าดิน ข้อดีในส่วนนี้คือในการให้ปุ๋ยครั้งต่อไปเกษตรกรก็ทำการหวานปุ๋ยหมักลงบนแปลง รากของผักหวานก็สามารถกินปุ๋ยได้ทันที ไม่ทำให้ผักหวานบ้านชะงัก เมื่อผักหวานอายุได้มากกว่า 4 เดือน เพิ่มมูลไก่หรือมูลเป็ดบริเวณโคนต้นจะทำให้ผักหวานยอดอวบใหญ่และพุ่งขึ้นเร็ว
  • ปุ๋ยน้ำชีวภาพ พด.    ในแปลงผักหวานที่ใช้สารเคมีผักหวานบ้านจะมีอายุ 4-5ปี กรณีใช้แบบผสมผสานจะมีอายุ 7-8 ปี และใช้ปุ๋ยชีวภาพ ผักหวานบ้านจะมีอายุมากกว่า 10 ปี โดยเกษตรต้องทำการวิเคราะห์ถึงจุดคุ้มทุนให้ดี กลุ่มสารเคมีนั้นมีข้อดีในเรื่องความสะดวกทั้งการใช้และการเก็บรักษา
  • ปุ๋ยเคมี  : ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15 - 15 - 15 อัตรา 10 - 20 กรัม/หลุม รองก้นหลุมก่อนปลูก และเมื่อผักหวานบ้านอายุได้ 90 วัน ควรจะใช้ปุ๋ยเสริม สูตร 21 - 0 - 0 อัตรา 10 - 20 กรัม/ต้น จำนวน 4 เดือน/ครั้ง หรือหลังตัดแต่งกิ่ง และปุ๋ยเคมีสูตร 25-7-7 จำนวน 1-1.5 เดือน/ครั้ง หรือ 30-10-10 (1-2 กก.)/ไร่/เดือน

 

 
น้ำน้ำกับผักหวานบ้าน 

 

  • ผักหวานเป็นพืชที่ชอบความชื้นค่อนข้างสูง แต่ก็ห้ามมีน้ำท่วมขังที่บริเวณโคนต้นเช่นกัน เพราะจะทำให้ใบเป็นสีเหลือง หลุดร่วงและแห้งตายในที่สุด นั้นเป็นเหตุผลว่าทำไมการปลูกผักหวานบ้านต้องทำการยกร่อง ระบบการให้น้ำของผักหวานบ้าน ควรเป็นระบบสปริงเกอร์ การสเปร์ยน้ำเป็นฝอยล่ะอองลงมาที่บริเวณใบและโคนต้น
  • น้ำที่ใช้รดผักหวานบ้านควรจะเป็นน้ำที่สะอาดหรือน้ำที่ไม่มีตะกอนเนื่องจากน้ำที่มีตะกอนจะไปจับที่ใบของผักหวานบ้านซึ่งตะกอนเหล่านั้นจะไปอุดตันที่บากใบ ทำให้ระบบการทำงานของปากใบลดลง โดยทั่วไปปากใบพืชจะเปิดในเวลากลางวันเพื่อนำคาร์บอนไดออกไซด์ไปใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสงและปิดในเวลากลางคืน ขณะที่พืชได้รับน้ำอย่างเพียงพอ ปากใบจะเปิดมากเมื่อความเข้มแสงสูงขึ้น และปากใบจะเปิดน้อยลงเมื่อความเข้มของแสงลดลง เนื่องจากความเข้มของแสงเกี่ยวข้องกับอัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์  น้ำตาล  ไอออน และสารอินทรีย์บางชนิดที่อยู่ในเซลล์คุม  ดังนั้นเมื่อความเข้มข้นของแสงมากขึ้น จะเป็นผลให้การคายน้ำในใบมาก แต่ในบางกรณีถึงแม้ความเข้มของแสงมากแต่น้ำในดินน้อย ผักหวานบ้านเริ่มขาดน้ำปากใบจะปิด
  • ดังนั้นการให้น้ำควรให้วันล่ะ 3 ครั้ง ช่วงเช้า 7-9โมง หรือช่วงเวลาที่เริ่มมีแสงแดด ช่วงบ่าย 1-2 โมง และ ช่วงเย็น 5-6 โมง การให้น้ำแต่ล่ะครั้งใช้เวลาประมาณ 10 นาที แต่การให้น้ำผักหวานกรณีช่วงเที่ยงถ้าแสงแดดแรงมากก็ควรงดให้น้ำเนื่องจาก ละอองน้ำที่จับที่ใบผักหวานบ้านเมื่อถูกแสงแดดจะทำให้ใบเหี่ยวได้ หรือพื้นดินร้อนเกินไปน้ำที่สัมผัสกับผิวดินก็จะดูดความร้อนเข้ามาเมื่อไปถูกรากของผักหวานก็อาจเหี่ยวหรือตายได้ โดยทั่วไปการให้น้ำนั้นเกษตรกรควรดูตามความเหมาะสม และปัจจัยในการคายน้ำของผักหวานบ้าน เช่น ลม อุณหภูมิ สภาพน้ำในดิน ความชื้น ความเข็มของแสง เป็นต้น 

     

     

 

 

 

การตัดแต่งกิ่งผักหวานบ้าน
  • ในส่วนของการตัดแต่งกิ่ง เมื่อเกษตรกรได้เก็บยอดผักหวานบ้านไปได้นาน 4-5 เดือน ต้นจะมีความสูงมาก จะทำให้ไม่สะดวกต่อการเก็บเกี่ยว จะต้องตัดแต่งกิ่ง อย่างไรก็ตาม จะต้องสังเกตก่อนว่าการให้ยอดของต้นผักหวานน้อยลงหรือไม่ ต้นมีโรคและแมลงระบาดทำลายหรือไม่ วิธีการตัดแต่งให้ใช้กรรไกรตัดกิ่งที่มีความคม ตัดให้ยอดเสมอกัน ตัดให้ต้นเหนือพื้นดินประมาณ 50 เซนติเมตร หลังจากตัดแต่งกิ่งเสร็จให้บำรุงต้นด้วยปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอประมาณ 10-14 วัน จะเก็บยอดผักหวานบ้านได้ อีกกรณีของการตัดแต่งเนื่องจากโรคและแมลงระบาดอย่างรุนแรง มักจะพบในช่วงฤดูฝน

 

 

 
เคล็ดลับการปลูกผักหวานไม่ให้เป็นโรค
 
  • เมื่อเกษตรกรศึกษาเรื่องโรคและแมลงของผักหวานมาแล้ว ก็ควรที่จะรู้วิธีบ้องกันขั้นพื้นฐานซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็น เหมือนการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผักหวานบ้าน เป็นสิ่งที่สมควรทำและไม่ควรละเลยเนื่องจากไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่ต้องได้รับความเสียหายเสียเวลาและโอกาสในการทำเงิน
  •  เลือกกิ่งพันธุ์ที่แข็งแรงและสมบูรณ์ (เริ่มต้นดีด้วยการเลือกกิ่งพันธุ์ที่ดี)
  •  การปลูก ให้มีระยะห่างระหว่างต้น 50x50 เซนติเมตร สาเหตุเพราะ เมื่อผักหวานโตขึ้นอายุที่ 4-5 เดือนจะมีทรงพุ่ม ประมาณ 20 เซนติเมตร และ จะขยายออกเมื่อมีการตัดแต่งกิ่งกรณีที่ปลูกชิดมากเกินไปจะเกิดร่มเงาเนื่องจากกิ่งและใบของผักหวานบ้านจะมาชนกัน ทำให้เกิดร่มเงาเป็นที่อาศัยของแมลง ศัตรูพืชต่างๆ แสงแดดจะช่วยไล่แมลงได้ในระดับหนึ่ง อีกประการหนึ่งคือควรปลูกในที่โล่งแจ้ง ไม่มีร่มเงาไม้อื่นบดบัง เป็นหลัก
  •  ปุ๋ย ควรให้ปุ๋ยหมักมูลวัว หรือปุ๋ยชีวภาพ ตามระยะเวลาที่กำหนด ความสมบูรณ์และแข็งแรงของต้นผักหวานบ้าน จะช่วยในการต้านทานโรคต่างๆ สามารถฟื้นฟูตัวเองได้ในระยะเวลาอันสั้น เมื่อเปรียบเทียบกับผักหวานที่ขาดการบำรุงที่ดี เมื่อถูกโรคและแมลงรบกวนก็อาจจะตายได้ ต้องเสียเวลาในการปลูกแซม
  •  น้ำ การให้น้ำควรเป็นระบบสปริงเกอร์ ที่ความสูงจากหัวสปริงเกอร์ถึงพื้นประมาณ 1 เมตร และระบบปั๊มน้ำที่ใช้ต้องมีความแรงพอสมควร และสามารถดันน้ำให้กระจายตัวผ่านหัวสปริงเกอร์ได้ดี สาเหตุที่ต้องทำระบบดังกล่าวเพราะแรงดันน้ำจากหัวสปริงเกอร์ จะช่วยในการไล่แมลงที่อยู่ในแปลงผักหวาน ล้างใบ และไข่ของแมลงที่ติดอยู่ตามใบของผักหวานบ้าน
  •  สภาวะแวดล้อม โดยทั่วไปแล้วหญ้าหรือวัชพืชก็มีประโยชน์บ้างในแง่ของการปกคลุมหน้าดิน รักษาความชื้นของหน้าดิน แต่หญ้าและวัชพืช เป็นที่อยู่ที่อาศัยและขยายพันธุ์ของแมลงศัตรูพืชต่างๆ ดังนั้นเกษตรกรควรที่จะทำให้สั้นมากที่สุดเพื่อไม่ให้แมลงใช้อาศัย แต่ก็ไม่ควรที่จะใช้ยาหรือสารเคมีกำจัดวัชพืชเหล่านั้น ซึ่งอาจมีผลการทบกับต้นผักหวานบ้านได้ เกษตรกรไม่ควรปลูก พืชชนิด อื่นๆในบริเวณแปลงผักหวาน เช่น พืช ตระกูล มะเขือ ถั่ว หรือพืชที่เป็นแหล่งชักนำแมลงเข้ามาในแปลงผักหวานบ้าน

     
     

 
 

 

ตัดแต่งกิ่งผักหวานบ้านห่างกันกี่วันจึงให้ผลผลิตสูงสุด ?
  • 15,30,45และ60วัน ให้ผลผลิตสูงสุดตามลำดับค่ะ แต่ที่ง่ายและสะดวกต่อการปฏิบัติ คือ 30 วันค่ะ

 

เพิ่มความสมบูรณ์ของต้นผักหวานบ้านด้วยน้ำหมักชีวภาพ
  • ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ หมายถึง ปุ๋ยอินทรีย์ในรูปของเหลว ประกอบด้วยกรดอินทรีย์และฮอร์โมน หรือสารเสริมการเจริญเติบโต พืชหลายชนิดผลิตได้จากการย่อยสลายวัสดุเหลือใช้จากพืชหรือสัตว์ ซึ่งมีลักษณะเปียก หรือมีความชื้นสูงเป็นของเหลวออกมา โดยเกิดจากกิจกรรมของจุลินทรีย์ในสภาพที่ไม่มีออกซิเจนเป็นส่วนใหญ่สารเร่ง พด.2 หมายถึง เชื้อจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติในการย่อยสลายวัสดุเหลือใช้จากพืชหรือสัตว์ลักษณะเปียกหรือมีความชื้นสูงเพื่อผลิตปุ๋ยอินทรีย์น้ำ โดยการดำเนินกิจกรรมการหมักในสภาพที่ไม่มีออกซิเจนทำให้กระบวนการหมักดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  • สำหรับต้นผักหวานบ้านแนะนำให้ใช้ปลามาทำน้ำหมัก ถ้าให้ดีมากต้องเป็นปลาทะเล เมื่อหมักจนย่อยปลาสลายแล้วจะมีกลิ่นคล้ายๆน้ำปลาร้า ไม่มีกลิ่นเหม็นเน่า ให้เกษตรกรใช้ในอัตราส่วน 1:200 คือน้ำหมักปลา1ส่วนกับน้ำ200ส่วน (แต่ไม่ควรใช้น้ำประปานะค่ะเพราะมีคลอรีนผสมอยู่)ฉีดพ่นให้ทั่วทั้ง ใบ ลำต้น โคนราก โดย 5 วันฉีดพ่น 1ครั้ง ประมาณ 1 อาทิตย์ ผักหวานบ้านจะมีใบเขียวเข็ม ยอดพุ่งและอวบใหญ่ กรณีที่ฉีดพ่นไปที่ต้นกิ่งที่ตัดแต่งแล้ว กิ่งอ่อนจะแตกออกมาเป็นจำนวนมาก
gmทเ

 

เทคนิคการนำผักหวานบ้านออกจากถุงเพาะชำ
  • นำถุงชำจุ่มน้ำก่อนนำมาลงแปลงปลูก จะทำให้ดึงถุงง่ายขึ้น รากไม่เสียหายและช่วยให้รากชุ่มชื้นก่อนลงดิน

 

 
วิธีทำให้ผักหวานแตกยอดมาก

 

  • ผลผลิตต่อไร่ที่มากเมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนกับปริมาณการปลูกนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่เกษตรกรต้องคำนึงถึงและทำให้ได้ ผลผลิตที่สูงย่อมนำมาซึ่งรายได้ที่สูงเช่นเดียวกัน เกษตรกรที่มีความรู้มีหลักการย่อมทำได้ดีกว่าเกษตรกรโดยทั่วไป ปกติผักหวานบ้านจะเก็บได้ปริมาณ 200-250 กิโลกรัม/เดือน/ไร่ ขึ้นอยู่กับการเก็บยอดของเกษตรเอง บางท่านอาจเก็บติดยอดส่วนแข็งหรือเก็บถึงโคนยอดที่แตกออกมาใหม่ เพื่อต้องการปริมาณและน้ำหนัก แต่เรื่องเหล่านั้นไม่สมควรทำ เพราะคุณภาพของผักหวานจะลดลง ผู้บริโภคก็ต้องมาเลือกเฉพาะส่วนที่อ่อนและกินได้ เป็นการสร้างความยุ่งยากและเอาเปรียบผู้บริโภค  เมื่อผู้บริโภคลดการบริโภคผักหวานบ้าน ปัญหาก็จะย้อนกลับมาที่เกษตรกรเอง ดังนั้นเกษตรกรต้องตระหนักอยู่เสมอว่าคุณภาพต้องมาก่อน
  • การเพิ่มผลผลิตของผักหวานบ้าน ทำได้โดยผักหวานบ้าน 1 ต้น ต้องมี 10กิ่งขึ้นไป การที่ผักหวานบ้านจะมีปริมาณ ยอดมากนั้นทำได้โดยการตัดแต่งกิ่ง หรือวิธีการเก็บยอดผักหวานบ้าน องค์ประกอบมีดังนี้
  • 1.เทคนิคการเก็บยอดและแต่งกิ่ง เมื่อเกษตรกรปลูกผักหวานบ้านลงดินไปแล้ว 1 เดือน ให้ใช้กรรไกรตัดกิ่งทำการตัดกิ่งผักหวานบ้านที่แตกออกมาจากกิ่งพันธุ์  ระยะจากโคนกิ่ง ประมาณ 10 เซนติเมตร หรือประมาณ 2-3 ตากิ่ง  เมื่อผ่านไป10 วันผักหวานบ้านจะแตกกิ่งออกมาอย่างน้อย 2 กิ่ง หรือในกรณี ที่กิ่งพันธุ์สมบูรณ์ จะแตกกิ่งประมาณ 4 กิ่ง เมื่อเริ่มเข้าเดือน ที่2 ให้เกษตรทำเหมือนเดิมอีกครั้ง และเมื่อต้นผักหวานอายุได้ 2.5 เดือน ก็สามารถที่จะเริ่มเก็บยอดผักหวานบ้านจำหน่ายได้ และทุกครั้งที่เกษตรกรเก็บยอดผักหวานบ้าน จะต้องให้มีระยะเหลือจากโคนกิ่ง ประมาณ 10 เซนติเมตรเสมอ ด้วยวิธีการนี้อาจเวลาการเก็บแต่ล่ะรอบอาจเพิ่มจาก 7 วัน เป็น 12-14 วัน แต่ด้วยคุณภาพและปริมาณของผักหวานบ้านต่อต้นจะให้ผลตอบแทนเกษตรกรสูงกว่าเมื่อเทียบต่อเดือน
  • 2.ปุ๋ยและน้ำ  ผักหวานบ้านต้องการปุ๋ยอย่างต่อเนื่องดังนั้นเกษตรกรต้องให้ปุ๋ยและน้ำตามระยะเวลาที่กำหนดอย่างสม่ำเสมอ กรณีที่ผักหวานขาดปุ๋ยและน้ำจะทำให้ผักหวานบ้านชะงักการเจริญเติบโต ยอดแข็งและใบเล็ก แตกยอดอ่อนเพิ่มน้อยและแคระแกรน
  • 3. โรคและศัตรูพืช เมื่อไม่มีสิ่งรบกวนผักหวานบ้านจะเติบโตได้ดี แต่เมื่อมีโรคและศัตรูพืชก็จะมีผลกระทบโดยตรงกับปริมาณการเก็บผลผลิตทันที กรณีที่ค่อนข้างรุนแรงต้นผักหวานอาจตายได้ ซึ่งเป็นความเสียหายและเสียโอกาสทีรุนแรงมากดังนั้นเกษตรกรต้องดูแลเรื่องโรคและศัตรูพืชอยู่เสมอ
  • ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นองค์ประกอบหลักๆของการที่จะทำให้ผักหวานบ้านเพิ่มผลผลิตต่อไร่ที่มากขึ้นนั้นเอง

 

 
ทดลองปลูกผักหวานบ้าน
  • ต้นพันธุ์ชุดนี้ไปซื้อมาทดลองศึกษา ในราคา กิ่งล่ะ 2บาทและลงถุงเพาะ 5 บาท ตอนนี้ลงดินได้ 2.5 เดือน/ ภาพแรกเป็นกิ่งที่มาจากต้นพันธุ์เดิมที่มีอายุมากเกินไป เมื่อนำมาลงดินก็จะติดดอกและติดผล ไม่ยอมแตกยอดใหม่ /ภาพต่อมาเป็นกิ่งที่อยู่ส่วนยอดของต้นมีลักษณะเล็กและอ่อนเกินไป แตกกิ่งช้าและไม่สามารถแตกได้หลายกิ่งจากกิ่งพันธุ์เดิ