รู้จักผักหวานบ้าน



ผักหวานบ้าน : อยู่ได้ทั้งสภาพป่าและในบ้าน ผักหวานบ้านมีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Sauropus androgynus (L.) Merrill. ชื่อสามัญในภาษาอังกฤษ คือ star gooseberry เป็นพืชในวงศ์ Euphorbiaceae เช่นเดียวกับมะยม และหญ้าใต้ใบ ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรที่พบได้ทั่วไป รวมทั้งต้นธรณีสาร อันมีลักษณะหลายประการคล้ายคลึงกัน ผักหวานบ้านเป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดเล็ก สูงระหว่าง ๑-๓ เมตร ลำต้นอ่อน ผิวเกลี้ยง มีกิ่งแขนง แตกออกขนานกับพื้นลักษณะคล้ายก้านของใบมะยม ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันบนกิ่ง ใบรูปไข่หรือใบหอก ขอบใบเรียบ ปลายและโคนใบแหลมหรือมน ผิวใบสีเขียวเกลี้ยงทั้ง ๒ ด้าน ก้านใบสั้น หูใบเป็นรูปสามเหลี่ยม ดอกออกตามง่ามใบ เป็นดอกไม่สมบูรณ์เพศ ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียแยกกัน แต่อยู่ในต้นเดียวกัน ดอกคล้ายจาน กว้าง ๕-๑๒ มิลลิเมตร กลีบดอกเหลืองหรือแดง มี ๖ กลีบ ผลรูปกลมแป้น ผิวสีขาวอมชมพู ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑.๕-๑.๘ เซนติเมตร เมื่อแก่จัดแตกออกเป็น ๓ ส่วน แต่ละส่วนมีเมล็ดสีดำอยู่ ๑ เมล็ด กลีบรองผลสีแดงเข้ม ถิ่นกำเนิดของผักหวานป่ามีพื้นที่ครอบคลุมตั้งแต่ประเทศอินเดีย ศรีลังกา มาตลอดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปถึงตอนใต้ของประเทศจีน จึงนับได้ว่าผักหวานบ้านเป็นพืชท้องถิ่นดั้งเดิมชนิดหนึ่งของไทย พบขึ้นอยู่ทั้งในสภาพธรรมชาติ และในไร่นาสวนของเกษตรกร นับเป็นผักยอดนิยมที่คนไทยในอดีตชอบปลูกไว้บริโภคอย่างแพร่หลายชนิดหนึ่ง ชื่อที่เรียกในประเทศไทย คือ ผักหวานบ้าน(ภาคกลาง) ผักก้านตง จ๊าผักหวาน(ภาคเหนือ) ผักหวานใต้ใบ(สตูล) มะยมป่า(ประจวบคีรีขันธ์) เป็นต้น ผักหวานบ้านในฐานะผัก ส่วนของผักหวานบ้านที่นำมาใช้กินเป็นผัก ก็คือ ใบและยอดอ่อน โดยใช้เป็นผักจิ้ม ซึ่งนิยมลวกให้สุกเสียก่อน หรือนำไปแกง เช่น แกงเลียง หรือแกงจืด นอกจากนั้นยังนำไปผัด เช่น ผัดน้ำมันหอย เป็นต้น น่าสังเกตว่า ชนิดอาหารที่ปรุงจากผักหวานบ้าน ไม่ว่าจะเป็นผักจิ้ม แกงเลียง แกงจืด หรือผัดน้ำมันหอย ล้วนแล้วแต่มีเครื่องปรุงแต่งน้อย ผู้ปรุงคงมุ่งให้ได้รสชาติของผักหวานบ้านมากเป็นพิเศษ เพราะถือว่ามีรสชาติดีกว่าผักทั่วไป น่าเสียดายที่คนไทยปัจจุบันไม่ค่อยได้กินผักหวานบ้านเหมือนในอดีต เพราะในตลาดไม่ค่อยพบผักหวานบ้านวางขาย ทั้งที่รสชาติของผักหวานบ้านนั้นดีกว่าผักส่วนใหญ่ที่มีขายในท้องตลาดปัจจุบัน โดยเฉพาะคนไทยที่ไม่ชอบอาหารรสจัดน่าจะชอบผักหวานบ้านเป็นพิเศษ ประโยชน์ด้านอื่นๆของผักหวานบ้าน นอกจากด้านอาหารแล้วผักหวานบ้านยังมีสรรพคุณด้านยาหลายประการ เช่น ในตำราสรรพคุณสมุนไพร ระบุว่า
ราก : เป็นยาถอนพิษร้อน พิษไข้ พิษทราง ถอนพิษสำแดง กินของแสลงเป็นพิษ แก้ขัดเบา แก้ไอ
ใบ : ปรุงเป็นยาเขียวกระทุ้งพิษ เป็นยาประสะน้ำนม ช่วยมดลูกเข้าอู่เร็วขึ้นน่าสังเกตว่าในผักหวานบ้าน มีวิตามินเอมากเป็นพิเศษ คือ ใน ๑๐๐ กรัม มีวิตามินเออยู่สูงถึง ๑๖,๕๙๐ หน่วยสากล (I.U.) และวิตามินเอมีผลเกี่ยวกับสายตามาก การกินใบผักหวานบ้าน หรือใช้น้ำจากใบผักหวานบ้านหยอดตา คงมีผลจากวิตามินเอบ้างเป็นแน่ ทรงพุ่มของผักหวานบ้าน ต่างจากผักชนิดอื่นๆ (ที่เป็นพุ่มยืนต้น) ตรงที่ผักหวานบ้านสามารถแตกหน่อขึ้นเป็นต้นใหม่รอบๆต้นเดิมได้เช่นเดียวกับต้นไผ่ ทำให้ทรงพุ่มแผ่กว้างออกไปด้านข้างได้ดี และทำให้ลำต้นอ่อนอยู่เสมอ ทั้งเมื่อเด็ดยอดแล้วก็สามารถแตกยอดออกมาใหม่ได้อีกด้วย จึงเป็นผักที่เหมาะสำหรับปลูกเอาไว้กินในสวนครัว เพราะทั้งปลูกง่าย แข็งแรงทนทาน มียอดและใบอ่อนอยู่เสมอ รสชาติดี ประกอบอาหารง่าย และคุณค่าทางอาหารก็สูงด้วย ฯลฯ ผักหวานบ้าน มีทรงพุ่มไม่ใหญ่โต มีใบเขียวตลอดปี ทรงกิ่งและใบงดงามคล้ายมะยม มีดอกและผลห้อยอยู่ใต้ใบดูแปลกตา สีผลขาวตัดกับกลีบรอง ผลสีแดง และใบสีเขียว มีความงดงามและเป็นเอกลักษณ์ เหมาะสำหรับนำมาปลูกในบริเวณบ้านเป็นไม้ประดับได้ดี หากนักออกแบบตกแต่งสถานที่ให้ความสนใจผักพื้นบ้านไทยมากกว่านี้ เชื่อแน่ว่าในอนาคตผักหวานบ้านและผักไทยอีกหลายชนิดคงได้มีโอกาสอวดโฉม อยู่บริเวณหน้าบ้านคนไทยยุคใหม่บ้าง

 
ทำไมจึงเลือกปลูกผักหวานบ้าน ?

ทำไมจึงเลือกปลูกผักหวานบ้าน ?

มีพืชผักมากมายที่เกษตรกรสามารถปลูกและจำหน่ายได้ แต่ทำไมจึงเลือกปลูกผักหวานบ้านแทนพืชผักชนิดอื่นๆ


1.ผักหวานบ้านเป็นพืชที่สามารถปลูกครั้งเดียวก็สามารถเก็บเกี่ยวได้นานอายุมากกว่า 10 ปีขึ้นอยู่กับการดูแลที่ถูกวิธี นั้นหมายความว่าเกษตรกรจะลงทุนเพียงครั้งเดียว แต่มีรายได้ตลอด โดยอาจจะทยอยเก็บทุกวัน ทุก3วันหรือทุก7วันก็ได้


2.ให้ผลตอบแทนเร็ว เพียง 3 เดือนหลังปลูกก็สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้ เมื่อผักหวานบ้านอายุได้6เดือน ให้ผลตอบแทนต่อเดือนสูง 1ไร่สามารถทำเงินได้ 15,000 – 30,000 /เดือนขึ้นอยู่กับการดูแลการใส่ปุ๋ยที่เหมาะสม


3.ใช้พื้นที่ในการปลูกน้อยเมื่อเทียบกับพืชผักชนิดอื่นๆ


4.ทางด้านการตลาด ผักหวานปัจจุบันมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ราคาขายในตลาดบางช่วงสูงถึง 200 บาท/กิโลกรัม และราคาไม่ต่ำกว่า 100 บาท/กิโลกรัม ผักหวานบ้านยังคงเป็นสินค้าที่ตลาดยังมีความต้องการอีกมาก


5.ผักหวานบ้านเป็นพืชที่ปลูก และเติบโตง่าย สามารถปลูกได้ในสภาพดินที่ไม่ดี ต้านทานโรคได้ดี มีศัตรูทางธรรมชาติน้อยมาก ง่ายต่อการดูแลรักษาเมื่อเปรียบเทียบกับพืชผักชนิดอื่นๆ เกษตรกรไม่ต้องเสี่ยงกับการใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลง


6.ผักหวานบ้านเป็นพืชที่ต้องการปุ๋ยและการดูแลน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับพืชผักชนิดอื่นๆ


7.สามารถเก็บผลผลิตได้ทั้งปี และเมื่อเกษตรยังไม่เก็บผลผลิตก็ไม่เสียหายแต่กลับโตและพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆสามารถตัดกิ่งขายเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง


8.ผักหวานบ้านไม่มีหนาม ต้นไม่สูง การเก็บผลผลิตทำได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว


9.ผักหวานบ้านสามารถปลูกเป็นพืชรองร่วมกับต้นไม้อื่นๆได้ เช่นปลูกในสวนมะนาว สวนมะม่วง สวนฝรั่ง เป็นต้น ที่สำคัญผักหวานบ้านสามารถปลูกเป็นพืชคลุมหน้าดินกันวัชพืชเจริญเติบโตได้ และขายได้อีกด้วย


 
ต้นทุนในการปลูกผักหวานบ้าน

เกษตรกรมือใหม่หลายท่านยังไม่ทราบว่าต้นทุนและอุปกรณ์ที่ใช้ในการปลูกผักหวานบ้านนั้นมีอะไรบ้างและราคาเท่าไหร่ซึ่งจะเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์การลงทุนและจุดคุ้มทุนเมื่อไร โดยมีสอบถามกันเข้ามามากถึงเรื่องนี้ ดังนั้นสวนเกษตรผสมผสาน นครปฐม จึงคิดราคาต้นทุนโดยอ้างอิงราคาที่จังหวัดนครปฐม ที่ผู้เขียนอาศัยอยู่ ส่วนจังหวัดอื่นๆราคาอาจจะบวกลบนิดหน่อย โดยรายล่ะเอียดปลีกย่อยแต่ล่ะสวนเวลาทำจริงๆก็อาจแตกต่างกันออกไปบ้างในการเพิ่มหรือลดต้นทุน ดังนั้นที่นำเสนอจึงเป็นแค่พื้นฐานในการคิดและตัดสินใจ

ราคาเฉลี่ยต้นทุนของวัสดุในการปลูกผักหวานบ้าน คิดที่พื้นที่ 1ไร่

-          ราคาที่ดิน กรณีเป็นที่ดินของตนเองก็คิดเสียว่าไม่มีแต่จริงๆแล้วมี กรณีเช่าที่นั้นก็ตามราคาค่าเช่าตามแต่ล่ะพื้นที่

-          0 บาท

-          ราคาการปรับที่ดินให้เหมาะสมกับการปลูกผักหวาน

-           700 บาท

-          ราคาค่าปุ๋ยหมัก พด.

-          1,000 บาท

-          ราคา กิ่งพันธุ์ผักหวานบ้าน  4,000 กิ่ง (กิ่งล่ะ 3 บาท)

-          12,000 บาท

-          ราคาค่าแรงในการปลูกหรือปรับปรุงพื้นที่ แนะนำให้ปลูกแบบยกแปลง  1ไร่ปลูกได้ ประมาณ 4,000 ต้น

-          2,000 บาท

-          ราคาค่าอุปกรณ์ระบบจ่ายน้ำ

-          20,000 บาท

-          ค่าอุปกรณ์อื่นๆ

-          2,300 บาท

รวมต้นทุนในการลงทุนปลูกผักหวานบ้าน พื้นที่ 1 ไร่ เท่ากับ 38,000 บาท

ระยะคืนทุน

ผักหวานจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 3 เดือน โดยเว้นระยะห่าง 7 วัน เก็บได้ 1 ครั้ง  เมื่อผักหวานอายุ มากกว่า 6 เดือนจะได้ผลผลิตผักหวานอยู่ที่ 300 กก./ไร่/เดือน

ราคาขาย ส่งรถรับซื้อ ราคาต่ำสุด 40 บาท/กิโลกรัม เท่ากับ 12,000 บาท/เดือน

ราคาขายส่งแผงผักในตลาด(ส่งเอง) 60 บาท/กิโลกรัม เท่ากับ 18,000 บาท/เดือน

ราคาขายด้วยตนเอง 100 บาท/กิโลกรัม (แต่ปกติจะมากกว่า โดยทั่วไปขายกิโลกรัมล่ะ 200 บาท)  เท่ากับ 30,000 บาท/เดือน

เมื่อเกษตรกรทราบราคาต้นทุนและราคาขายโดยประมาณการแล้วก็ลองตัดสินใจเทียบกับผักชนิดอื่นๆ แต่ผักหวานนั้นปลูกครั้งเดียว สามารถอยู่ได้นานมากกว่า10 ปี การดูแลและศัตรูพืชน้อยมากเมื่อเทียบกับผักชนิดอื่นๆ กรณีมีเงินทุนน้อยแนะนำให้ซื้อกิ่งพันธุ์ ในจำนวนน้อย เพียงระยะ 6 เดือนหลังทำการเพาะปลูก เกษตรกรก็สามารถที่จะปักชำของเองหรือตัดเพื่อจำหน่ายกิ่งพันธุ์ได้ ก็สามารถเรียกต้นทุนส่วนหนึ่งกลับมา

 

 
เริ่มต้นดีด้วยการเลือกกื่งพันธุ์ที่ดี

ผักหวานบ้านที่นิยมปลูกกันในขณะนี้จะมีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือพันธุ์สีนวล เป็นพันธุ์ที่มีลักษณะยอดแหลมมีสีเหลืองนวล ใบเล็ก ให้ยอดดก รสชาติหวานมันและไม่มีกลิ่นเหม็นเขียว ส่วนอีกสายพันธุ์หนึ่งคือ พันธุ์สายน้ำผึ้ง ที่มียอดอวบอ้วนและได้น้ำหนักมากกว่าพันธุ์สีนวล ลักษณะของใบใหญ่กว่า ได้น้ำหนักดี รสชาติหวานมันเช่นกัน

เกษตรที่จะปลูกผักหวานบ้านต้องทราบที่มาของกิ่งพันธุ์ และสายพันธุ์ต้องตรวจสอบได้เนื่องจากกิ่งพันธุ์ที่ดี และสมบูรณ์จะมีโอกาสคืนทุนได้เร็ว เพียง 3 เดือนก็เริ่มเก็บผลผลิตรอบแรกได้ เมื่อเก็บรอบแรกผักหวานบ้านจะแตกกิ่งออกมามากกว่าสองเท่าทุกครั้ง ขึ้นอยู่กับเทคนิคการแต่งกิ่งของผู้ปลูก โดยปกติแล้วเกษตรกรผู้ปลูกผักหวานบ้านจะทำการตัดแต่งกิ่งผักหวานบ้าน ทุกๆ 2-3 เดือนเพื่อไม่ให้ทรงพุ่มสูงเกินไป ซึ่งส่วนมากแล้วก็ต้องทิ้งไปเพราะเป็นยอดเรียวเล็ก มีโรคติดมาบ้าง หรือเชื้อราระบาดในแปลงปลูก แต่ก็มีพ่อค้าหัวใส ไปรับเหมาซื้อกิ่งที่เกษตรกรตัดในราคาถูกไร่ล่ะ 3,000-4,000 บาท หรือไม่ก็ได้มาฟรีๆนำมาตัดกิ่งได้ ประมาณ 20,000กิ่ง และนำกิ่งมาขาย หรือนำมาเพาะชำ ขายกิ่งในราคา1- 2 บาท/กิ่ง และแบบลงถุงชำ ขายในราคา 4-5 บาท/ถุง


ทำไมกิ่งเหล่านั้นจึงไม่สามารถเป็นกิ่งพันธุ์ที่ดีได้

1.เป็นกิ่งพันธุ์ที่เล็ก แคระแกรน ไม่สามารถแตกยอดเพิ่มจากกิ่งพันธุ์ได้ ใช้เวลาประมาณ 5-6เดือน หรือรอจนต้นโตจึงสามารถเก็บยอดจำหน่ายได้ หรือไม่ก็เป็นกิ่งที่แก่เกินไป ซึ่งจะทำให้ผักหวานบ้านอายุสั้นและต้องให้ปุ๋ยในปริมาณมาก สาเหตุจาก เป็นรุ่นสุดท้ายของการเก็บเกี่ยวเกษตรกรจะไม่ให้ปุ๋ย ทำให้ต้นผักหวานบ้านไม่มีการสะสมสารอาหารในกิ่งพันธุ์ แต่จะให้ปุ๋ยหลังจากตัดแต่งกิ่งแล้วซึ่งเก็บยอดได้ประมาณ 10 ครั้ง ห่างกันครั้งล่ะ 3-10 วัน  


2.เป็นกิ่งที่มีโรคติดมา ส่วนมากเป็นเชื้อจากแมลงจำพวกปากดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบ และเป็นพาหะนำโรค ซึ่งจะทำให้กิ่งใบแห้งและลุกลามมาถึงลำต้นก็จะแห้งตาย เช่นเดียวกันเมื่อเป็นรุ่นใกล้สุดท้ายเกษตรกรผู้ปลูกจะลดต้นทุนโดยการไม่ฉีดพ่น สารกำจัดหรือไล่แมลง เมื่อเกษตรกรซื้อกิ่งพันธุ์มาแล้วนำมาเพาะชำกิ่งจะค่อยๆแห้งตายจะเสียหายประมาณ 40-65 % ขึ้นอยู่กับว่าผู้ขายจะไปเหมาซื้อกิ่งจากสวนที่ได้รับการดูแลหรือไม่


3.กิ่งพันธุ์มีเชื้อราติดมาอาจติดมาจากสวนผู้ปลูกหรือวิธีการเพาะชำที่ไม่ได้มาตรฐานเมื่อนำมาเพาะหรือปลูกต่อก็จะติดโรคมาด้วย เชื้อราเป็นสาเหตุของกิ่งแห้งตายหรือโรครากเน่าในอนาคต


4.กิ่งพันธุ์ถูกตัดมานานเกินไป เนื่องจากกลุ่มพ่อค้าต้องไปซื้อมาจากสวนเกษตรกร ในจำนวนมากแล้วนำมาตัดกิ่งใบออกเพื่อรอจำหน่าย ซึ่งช่วงเวลาต้องใช้มากกว่ากิ่งพันธุ์จะถึงมือเกษตรกรผู้ปลูกก็ใช้เวลานาน เมื่อนำมาปักชำก็จะไม่งอกรากเนื่องจากเนื้อเยื่อพืชได้ตายแล้ว ถึงจะเพาะขึ้นก็จะเป็นต้นที่ไม่สมบูรณ์ต้องใช้เวลานานในการเติบโต


5.การเพาะกิ่งพันธุ์จะใช้ขี้เถ้าแกลบใส่ถุงดำและนำกิ่งลงปักชำ ถึงแม้กิ่งพันธุ์จะออกรากฝอยเพราะความชื้นของน้ำ แต่ก็เป็นเหมือนเด็กที่ขาดสารอาหารตั้งแต่เริ่มแรก โอกาสที่จะเติบโตแข็งแรงรวดเร็วในอนาคตนั้นคงยาก


6.กรณีที่กิ่งพันธุ์ไม่สมบูรณ์ นั้นหมายถึงต้นผักหวานบ้านจะอ่อนแอ สิ่งสำคัญมากที่สุดคือเมื่อต้นผักหวานบ้านแข็งแรงและสมบูรณ์จะสามารถต้านทานโรคต่างๆได้ และแตกกิ่งได้มากยอดใหญ่ ได้น้ำหนัก เกษตรกรผู้ปลูกก็สามารถได้เงินเร็วและไม่ต้องเสียค่าดูแลมาก


ทำไมต้องเลือกกิ่งพันธุ์ที่เพาะปลูกเพื่อจำหน่ายกิ่งเท่านั้น

1.กิ่งพันธุ์มีลักษณะอวบใหญ่ ไม่แก่ไม่อ่อน มีตาหลายตาในหนึ่งกิ่ง เนื่องจากไม่มีการเก็บยอดขายกิ่งจึงพุงขึ้นตรง และอวบใหญ่ เป็นสาเหตุที่ทำให้รากมีปริมาณมาก โอกาสรอดและโตไวสูงมาก หลังปลูกลงดินเพียง 3 เดือนเกษตรกรก็สามารถเก็บผลผลิตได้ และเมื่อเก็บรอบแรกแล้ว ผักหวานบ้านที่กิ่งพันธุ์สมบูรณ์จะแตกยอดเพิ่มมากกว่า 2 ยอดในหนึ่งกิ่ง และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในรอบต่อไป


2.มีการดูแลเรื่องโรคและแมลงตลอด ดังนั้นการที่จะมีโรคติดมากับกิ่งพันธุ์นั้นไม่มี


3.ในการเพาะกิ่งพันธุ์ จะใช้ ขุยมะพร้าว ขี้เถ้าแกลบ ปุ๋ยหมักใบก้ามปู  และฮอโมน โดยทั้งห้าชนิดนี้มีความสามารถแตกต่างกัน แต่ก็ผสมผสานกันอย่างลงตัว ทำให้กิ่งพันธุ์ ออกรากฝอยในบริมาณมากเป็นรากสีขาวใหญ่ ฝูและใช้เวลาอันสั้น เมื่อนำมาปลูกลงดินก็จะเติบโตได้รวดเร็ว เนื่องจากลำต้นได้สะสมสารอาหารที่ครบถ้วน


4.มีการคัดกิ่งพันธุ์ที่จะจำหน่ายให้กับเกษตรกรทุกกิ่ง ดังนั้นเกษตรกรจึงมั่นใจว่าจะได้กิ่งพันธุ์ที่มีคุณภาพ


5.มีต้นพันธุ์เป็นของตนเองหรือมีสวนนั้นเอง เมื่อลูกค้าสั่งซื้อ จึงตัดเท่าที่ต้องการแล้วทำการส่งสินค้า ดังนั้นคุณภาพและความสมบูรณ์ของกิ่งพันธุ์จึงมีสูงและสดใหม่


โดยส่วนมากแล้ว เกษตรกรมือใหม่มักจะเป็นห่วงเรื่องต้นทุนหรือเงินลงทุน จึงมักจะเลือกกิ่งพันธุ์ที่มีราคาถูก เพราะคิดว่าต้นทุนในการผลิตนั้นถูก แต่โดยภาพรวมๆที่กล่าวมาแล้วนั้น จะเป็นผลเสียมากกว่าและเมื่อคิดถึงระยะการคืนทุนแล้วปรากฏว่าการเลือกซื้อกิ่งพันธุ์ที่ดีนั้นให้ผลคุ้มค่าและคืนทุนเร็วกว่า หรือกรณีซื้อมา 100กิ่งใช้ได้แค่40กิ่ง คำนวณกลับแล้วเกษตรกรกลับซื้อของแพงเข้าไปอีก กว่าต้นผักหวานบ้านจะโตเกษตรกรต้องเสียค่าปุ๋ยและการบำรุงรักษาเพิ่มเป็นเท่าตัว เสียเงินนั้นอาจไม่เท่าไรแต่จะเสียเวลาและโอกาสทำเงินนั้นยิ่งสำคัญ ดังนั้นเกษตรกรควรจะไปเยี่ยมชมสวนหรือศึกษาให้แน่ใจก่อนตัดสินใจเลือกซื้อกิ่งพันธุ์ทุกครั้ง เนื่องจากเมื่อท่านไปดูที่สวนแล้วเขาใช้ปุ๋ยอะไรยาอะไรดูแลอย่างไรนั้นคงปิดกันไม่ได้ เพราะเมื่อมีการลงทุนด้วยเงินหมื่น ก็ควรจะยอมเสียเงินพันเพื่อศึกษาดูงาน เพราะถ้าไม่ทำเช่นนั้นเงินหมื่นก็จะหายไป (ถ้าท่านยังไม่เคยปลูกผักหวานมาก่อนหรือมีเงินทุนน้อยอยากแนะนำให้ซื้อกิ่งพันธุ์ในจำนวนน้อยและเพาะปลูกตามข้อแนะนำที่ถูกวิธี หลังจากนั้น 5-6 เดือน ท่านก็สามารถที่จะมีกิ่งพันธุ์เป็นของตนเองได้)

 

ต้นพันธุ์ผักหวานบ้านที่ดีมีลักษณะเช่นไร ?

1.ต้นพันธุ์ผักหวานบ้านต้องปลอดโรค และไม่มีแมลงกัดกินใบ ใบไม่หยิกหรือม้วน ต้นสมบูรณ์แข็งแรง

2.กิ่งและใบมีสีเขียวเข้มบริเวนข้อเป็นสีน้ำตาล

3.กิ่งมีแขนงน้อย เนื่องจากผู้เพาะพันธุ์จะไม่เก็บยอดขายดังนั้นกิ่งจึงเป็นกิ่งเดี่ยวและพุ่งขึ้น

4.กิ่งมีขนาดใหญ่ ไม่อ่อนและไม่แก่จนเกินไป จะทำให้อายุของผักหวานยาวนานและเติบโตได้เร็ว

เกษตรกรต้องมั่นใจว่าได้กิ่งพันธุ์จากต้นพันธุ์ที่ปลูกขึ้นมาเพื่อจำหน่ายกิ่งพันธุ์โดยตรง

 
ต้นพันธุ์ผักหวานบ้านที่ไม่ดีมีลักษณะเช่นไร ?

1.ต้นพันธุ์เป็นโรคโดยติดเชื้อมาจากแมลงจำพวกปากดูด โดยจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบแล้วปล่อยเชื้อออกมา

2.กิ่งมีสีน้ำตาลไหม้และมีขนาดเล็ก ดูเหมือนว่ากิ่งจะแก่แต่แท้จริงแล้วติดเชื้อมาแล้วเมื่อนำไปเพาะชำก็จะแห้งตาย

3.กิ่งมีแขนงขึ้นมากมายจากลำต้นเดียว เมื่อปลูกแล้วกิ่งที่แตกมาจากกิ่งแขนงจะมีขนาดเล็ก

4.กิ่งมีขนาดเล็กและอ่อนเกินไปมีสีออกเหลืองอ่อน ซึ่งจะทำให้เติบโตช้าและอาจแห้งตายได้

5.กิ่งมีขนาดใหญ่เป็นสีน้ำตาลเข็ม เป็นกิ่งที่แก่เมื่อทำการปลูกแล้วอายุของผักหวานบ้านจะสั้น

6.ใบมีสีเหลืองอ่อนหมายถึงต้นพันธุ์ขาดสารอาหาร

7.มีเชื้อราติดมากับกิ่งพันธุ์ กิ่งจะเป็นสีน้ำตาลมีจุดสีดำหรือสีขาว กิ่งเป็นสีน้ำตาลแห้งลามลงมาเรื่อยๆ

8.กิ่งพันธุ์ถูกตัดมานาน สังเกตได้จากแกนกลางของกิ่งจะยุบตัวมากบริเวณผิวกิ่งเป็นรอยเหี่ยวย่น

โดยภาพรวมแล้วเกษตรกรควรจะซื้อกิ่งพันธุ์ผักหวานบ้านที่ปลูกขึ้นมาเพื่อจำหน่ายกิ่งพันธุ์โดยเฉพาะการที่ไปซื้อกิ่งพันธุ์ที่เกษตรกรปลูกเพื่อขายยอดและตัดกิ่งขายเมื่อถึงเวลาตัดแต่งกิ่งผู้ซื้อก็จะได้กิ่งพันธุ์ดังกล่าว กรณีที่ได้กิ่งพันธุ์ที่ไม่ดี เกษตรกรจะเสียหาย เช่นซื้อกิ่งพันธุ์ 100 กิ่ง แต่ปลูกขึ้น 40 กิ่ง สิ่งที่สำคัญมากกว่าเสียเงินคือเสียเวลาและโอกาสในการคืนทุนและทำกำไรของเกษตรเอง


 
การเตรียมพื้นที่ปลูกผักหวานบ้าน

ผักหวานบ้านเป็นพืชที่ชอบดินร่วนชุ่ยชอบพื้นที่ชื้นๆไม่ชอบน้ำขังหรือดินเปียกแฉะระบบรากไม่ลึกจะหาอาหารบริเวณหน้าดิน การเตรียมพื้นที่ปลูกมีหลายวิธีแต่ในที่นี้จะกล่าวถึงวิธีการยกร่องเพราะเหมาะสมกับการปลูกผักหวานมากที่สุด

การเตรียมดินในแปลงผักหวานบ้าน แบ่งเป็น 2 ขั้นตอนคือ

1.การเตรียมดินชั้นแรก เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการเตรียมดินปลูกพืช การเตรียมดินขั้นแรกจะเป็นตัวกำหนดความลึกของดินตามต้องการและมีผลไปถึงการรักษาคุณสมบัติของดินและความชื้นในดิน ทำให้ดินร่วนระบายนํ้าและอากาศได้ดีเป็นต้น

เครื่องมือที่ใช้ในการขุดพลิกดินขั้นแรก อาจจะเป็นรถไถในพื้นที่ที่ปรับระดับเรียบร้อย ไม่มีหิน รากไม้ ตอไม้ ถ้าเป็นดินเหนียวหรือมีชั้นดานใต้ผิวดิน มีรากไม้ ตอไม้ ก็ใช้ไถจาน ในพื้นที่ที่มีดินแห้งและแข็งมากใช้เครื่องไถหัวสิ่ว สำหรับชาวสวนที่ทำแปลงแบบยกร่อง มีคูน้ำล้อมรอบและให้แรงงานคนในการขุดพลิกดิน เครื่องมือที่ใช้คือจอบสองง่าม การขุดพลิกดินในชั้นนี้จะขุดลึกประมาณ 30-40 เซนติเมตรหลังจากขุดพลิกแล้ว ต้องตากดินให้แห้งประมาณ 7 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรคในดินและแมลงศัตรูที่อยู่ในดิน

2.การเตรียมดินชั้นที่สอง เป็นการเตรียมดินต่อเนื่องจากการขุดพลิกดิน และตากในชั้นตอนแรกจุดประสงค์ก็เพื่อพรวนหรือย่อยดินให้แตกเป็นก้อนเล็กลง มีสภาพเหมาะสมกับเมล็ดหรือกล้าที่จะปลูก โดยใช้ลูกกลิ้งขนาดเบาหรือจอบ  เมื่อพรวนดินเป็นก้อนเล็กแล้ว ควรจะใส่ปุ๋ยอินทรีย์แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากับดิน หรือหากจำเป็นต้องใส่ปูนขาวเพื่อปรับดินให้เป็นกลาง (พีเอชระหว่าง 5.5-6.8) ที่ใส่ในขั้น ตอนนี้แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากับดิน รดน้ำให้ชุ่ม ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยอินทรีย์ 5 ตัน/ไร่ ก่อนปลูก 1 วัน เพื่อปรับปรุงดิน

การยกร่องแปลง

1.ยกร่องแปลง กว้าง2 เมตร ยาว 38 เมตร (พื้นที่ปลูก 1ไร่) ความสูง 0.5เมตร  ระยะห่างระหว่างร่อง 1 เมตร ในอนาคตดินจะแน่นขึ้นทำให้ความสูงของแปลงลดลงมาในระยะที่เหมาะสม กรณีพื้นที่เป็นดินเหนียวให้ยกร่องสูงประมาณ 0.25เมตร

 
การวางตำแหน่งแปลงปลูกผักหวานบ้าน

การวางตำแหน่งแปลงปลูกผักหวานบ้าน ขนาด 2 x 38 เมตร / ในพื้นที่ขนาด 1 ไร่                                                         

พื้นที่ขนาด 1 ไร่ สามารถที่จะยกร่องแปลงปลูกผักหวานบ้านขนาด 2x38 เมตรได้จำนวน 13 แปลง กำหนดระยะระหว่างแปลง กว้าง 1 เมตร เพื่อที่เกษตรกรจะได้สามารถเดินเก็บยอด รวมถึงการดูแลบำรุงรักษาตนผักหวานบ้าน และทำให้ต้นผักหวานบ้านมีความโปร่งและถูกแสงแดดบริเวณโคนต้นไม่ชื้นมากจนเกินไป

 
การวางตำแหน่งหลุมปลูกผักหวานบ้าน

การวางตำแหน่งหลุมปลูกผักหวานบ้าน ในพื้นที่ 1 ไร่ควรวางระยะห่างระหว่างต้นและระยะห่างระหว่างแถว 50 เซนติเมตร และระยะห่างจากขอบแปลง 25 เซนติเมตร เนื่องจากในอนาคตผักหวานบ้านจะขยายทรงพุ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆขึ้นอยู่กับการตัดแต่ง และเป็นการง่ายต่อการดูแลรักษารวมถึงการเก็บผลผลิต

 
การวางตำแหน่งระบบสปริงเกอร์

อุปกรณ์ที่ใช้ในการติดตั้งระบบสปริงเกอร์มีดังนี้

1.ระบบท่อหลัก

1.1ปั๊มน้ำขนาด 2 แรงม้า จำนวน 1ตัว

1.2 ท่อน้ำ ขนาด 2 นิ้ว จำนวน 9 เส้น

1.3 สามทาง ขนาด 2 นิ้ว ลด 1 นิ้ว จำนวน 6 ตัว (ต่อร่วมกับท่อสปริงเกอร์ ขนาด 1 นิ้ว)

1.4 วาล์วน้ำ ขนาด 2 นิ้ว จำนวน 3 ตัว (ต่อกับท่อทางออก และท่อเติมน้ำให้กับปั๊มน้ำ)

1.5 ยูเนี่ยน+นิปเปิ้ล ขนาด 2 นิ้ว จำนวน  2 ชุด (ใช้กับท่อปั๊มน้ำเพื่อหมุนออกได้เวลาปั๊มเสีย)

1.6 สามทาง ขนาด 2 นิ้ว จำนวน 2 ตัว (ติดตั้งที่ท่อทางจ่ายของปั๊ม กับท่อแยกในแปลง)

1.7 ข้อต่อเกลียวนอกขนาด 2 นิ้ว จำนวน 2 ตัว  (ใช้ต่อกับปั๊มน้ำทางท่อดูดและท่อจ่าย)

1.8 ปลั๊กอุดขนาด 2 นิ้ว จำนวน 2 ตัว (ใช้ปิดหัวท้ายท่อเมนต์ เพื่อต่อขยาย)

1.9 ข้องอ 2 นิ้ว ลด 1นิ้ว จำนวน 2 ตัว (ใช้ต่อร่วมกับท่อแยกขนาด 1 นิ้ว ตำแหน่งหัวและท้ายของท่อเมนต์ และตัดรายการที่1.8 ออก ลดรายการที่ 1.3 เหลือ 4ตัว)

1.10 ฟุตวาล์ว ขนาด 2 นิ้ว จำนวน 1 ตัว (ติดตั้งปลายด้านท่อดูด)

2 ระบบท่อแยก

2.1 วาล์ว ขนาด 1นิ้ว จำนวน 6 ตัว (ปิดเปิดท่อแยกแต่ละเส้น)

2.2 ท่อขนาด 1 นิ้ว จำนวน 54 เส้น (ท่อแยก)

2.3 ท่อขนาด ½ นิ้ว จำนวน 14 เส้น (ชุดหัวสปริงเกอร์)

2.4 หัวสปริงเกอร์ ขนาด ½ นิ้ว จำนวน 54 ตัว

2.5 สามทาง 1 นิ้ว ลด ½ นิ้ว จำนวน 48 ตัว (ชุดหัวสปริงเกอร์)

2.6 ข้องอ 1 นิ้ว ลด ½ นิ้ว จำนวน 6 ตัว (ด้านปลายของท่อแยก)

2.7 ข้อต่อเกลียวนอก ขนาด ½ นิ้ว จำนวน 54 ตัว (ชุดหัวสปริงเกอร์)

3 อุปกรณ์อื่นๆ

3.1 เทปพันเกลียว จำนวน 5 ม้วน

3.2 น้ำยาทาท่อ กระป๋องใหญ่ 2 กระป๋อง

ดังกล่าวมาทั้ง 3 รายการเป็นอุปกณ์ที่ใช้ติดตั้งระบบสปริงเกอร์ แต่ในการออกแบบระบบนั้นสามารถที่จะทำได้หลากหลายวิธีแล้วแต่ความต้องการประสิทธิภาพ และเงินลงทุน แต่ในการซื้ออุปกรณ์ ก็ขอแนะนำว่าเกษตรกรควรที่จะเลือกซื้อของมือสอง ตามร้านขายของเก่า หรือร้านรับซื้อท่อเก่า ราคาลงทุนจะลดลงมาประมาณ 50%


 
การปลูกผักหวานบ้าน

1.ขุดหลุมเป็นวงกลมขนาด กว้าง15 เซนติเมตร ลึก 15 เซนติเมตร

2.ผสมดินที่ขุดขึ้นมากับปุ๋ยหมักในอัตราส่วน 1:1 โรยกลับลงก้นหลุมให้ได้ 5 เซนติเมตร

3.บีบถุงชำกิ่งผักหวานเบาๆ จากนั้นจับโคนกิ่งและก้นถุงชำ ดึงออกมาเบาๆ (ถุงชำควรรดน้ำให้ชื้นก่อนนำไปปลูก)

4. วางในหลุมให้ตรง กลบดินที่เหลือลงหลุม โรยด้วยปุ๋ยหมักรอบๆโคนต้น

5.เปิดระบบสปริงเกอร์เพื่อรดน้ำให้ดินชื้น

เป็นขั้นตอนสำหรับปลูกผักหวานบ้าน เหตุผลที่โรยปุ๋ยหมักรอบๆโคนต้นอีกครั้งเนื่องจากต้องการให้รากของผักหวานบ้านแผ่กระจายอยู่บริเวณหน้าดิน เมื่อเกษตรกรหว่านปุ๋ยครั้งต่อไป ผักหวานสามารถดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้เร็วกว่าปกติ จึงช่วยให้เติบโตเร็วทันใจเกษตรกร